ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 69 พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีต ผบช.ปส.และอดีตมือปราบคนดัง เปิดเผยว่า ลูกชายคนโตจบนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 51 เตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 35 ตำรวจรุ่นน้อง 1 รุ่น นรต.รุ่น 52 เป็น พล.ต.ท.ส่วนตำรวจรุ่นพี่ 1 รุ่น นรต.รุ่น 50 เป็น พล.ต.อ.ไปแล้ว เขาทำบุญมาเมื่ออดีตชาติดี เราก็ยินดีกับทุกคนด้วย
เขาบอกกับผมว่า พอได้เป็นพลตำรวจตรี จะขออนุญาตลาออกจากราชการตำรวจ เบื่อหน่ายสังคมตำรวจ ทะเลาะเบาะแว้ง ผมก็บอกได้เลยลูกตามสบาย อะไรที่มันสบายใจหนูทำไปเถอะ ที่จริงเขาจะขอลาออกเลย ผมบอกเดี๋ยวรอซัก 2 ปี หนูเป็นพลตำรวจตรีก่อนสิ แล้วหนูจะลาออกพ่อไม่ว่า เขาก็เลยบอกได้ครับ อนาคตมันไม่แน่ไม่นอน เอาแค่สุขภาพร่างกายแข็งแรงพอแล้ว
วันที่ 25 มกราคม 2569 พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยเรื่องราวภายในครอบครัว เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตราชการของ พ.ต.อ.กฤษฎากรณ์ กลิ่นเกษร ลูกชายคนโต ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4 โดยระบุว่าลูกชายมีความตั้งใจจะขอลาออกจากราชการตำรวจ

พล.ต.ท.เรวัช เปิดเผยว่า พ.ต.อ.กฤษฎากรณ์ เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 51 มีผลการศึกษาโดดเด่นในระดับเกียรตินิยม และศึกษาต่อจนจบปริญญาโทและปริญญาเอกจากประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันลูกชายดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการมาเป็นเวลานานถึง 7 ปี ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องของบุญวาสนาที่ได้สั่งสมมา จึงได้บอกลูกชายว่าไม่จำเป็นต้องคิดมาก และควรยินดีกับทุกคนที่ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกชายตัดสินใจคิดลาออก มาจากความเบื่อหน่ายต่อสังคมตำรวจที่มีความขัดแย้งและการทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างต่อเนื่อง โดย พล.ต.ท.เรวัช ระบุว่า ลูกชายมีความต้องการจะลาออกทันที แต่ตนได้ให้คำแนะนำว่าอยากให้รอเวลาอีกประมาณ 2 ปี เพื่อให้ได้สิทธิ์อาวุโสและเลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรีก่อน จากนั้นหากต้องการลาออกไปทำในสิ่งที่สบายใจก็ไม่ขัดข้อง

อดีตนายตำรวจคนดังยังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า การได้เลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรีในช่วงปลายชีวิตราชการ ไม่ได้ทำให้เงินเดือนหรือบำนาญเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการได้ชั้นยศที่ดูสง่างาม
และสิทธิ์เข้ารับการรักษาพยาบาลในหอผู้ป่วยพิเศษสำหรับนายพลของโรงพยาบาลตำรวจเท่านั้น พร้อมย้ำว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และการทำงานอย่างมีความสุข

